[Diary] Melancholy...สงสัยจะ
posted on 30 Nov 2009 20:08 by adarin in DAEMONIAN, Diary, Gallery
WARNING: ท่านที่ไม่ชอบอ่านอะไรไร้สาระ น่าเบื่อหรือบ้าบอ ควรคิดให้ดีก่อนเลื่อนลงไปอ่าน
ไม่รู้เป็นครั้งแรกหรือครั้งที่เท่าไหร่ที่คิดแบบนี้ ไม่รู้ว่าปกติมีใครเป็นแบบนี้กันบ้างหรือเปล่า
รู้สึกว่าตัวเองคงเป็น "พวกขี้เหงา"
ไม่รู้รุนแรงมั้ย สาเหตุเริ่มต้นมันมาจากอะไรก็เดาไม่ออก
หรือจะเพราะตอนเด็กๆไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ มองอีกมุมก็อาจแค่เรียกร้องความสนใจเป็นเด็กไม่ยอมโต
แต่ก็ยังมีเพื่อนสนิท จนมาประถมปลายที่เริ่มรู้สึกเหมือนถูกกันออกมาจากวง
ในตอนนั้นก็ไม่เป็นอะไรเท่าไหร่ คงเพราะยังไม่คิดมากวิตกจริต
พอได้ขึ้นม.ต้นก็ได้อยู่กับเพื่อนสนิทตอนประถมต้น อื้อ โชคดีจัง เพื่อนคนนี้เป็นคนที่สนิทที่สุดตั้งแต่เคยมีเพื่อนมา
แล้วก็ค่อยๆจับเป็นกลุ่มเพื่อนที่สนิท แต่ลงท้ายก็อีหรอบเดิม
แตกกระจาย ถูกกันออกมา
จะเหลือก็แต่เพื่อนสนิทคนนั้นคนเดิมที่ยังอยู่ด้วยกันเสมอ จนกระทั่ง "เหมือน" ได้กลับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
ท้ายที่สุดก็ต้องแยกกันอีกเมื่อต้องขึ้นม.ปลาย กระจัดกระจายกันไปแต่ละห้องแต่ละร.ร.
สู่สังคมใหม่ สู่ห้องใหม่ที่ไม่มีเพื่อนเก่าอยู่เลยนอกจาก เพื่อนที่มาจากม.ต้นห้องเดียวกันเพียง 1 คน ซึ่งก็แทบไม่ได้คุยกันมาก่อนเลย
แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อนสนิท เพราะท้ายที่สุดเราก็แยกจากเขามาด้วยตัวเอง...
แม้กระทั่งเพื่อนที่เคยสนิทเมื่อตอนประถมต้นและได้อยู่ห้องเดียวกันตอนม.ต้นท้ายที่สุดเราก็ตีตัวออกมา...
3 ปีที่ผ่านมา รู้สึกเหมือนมันผ่านไปเร็วมากในยามนี้ ไม่นึกว่าจะได้เป็นเพื่อนกับใครหลายคน ทั้งดีใจทั้งประหลาดใจกับตัวเอง
มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมายแต่ก็เป็นหลายครั้งที่ถูกกันออกมา แต่ก็ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่
ในช่วงม.ปลายนี้ "อาจจะ" เรียกได้ว่าสิ่งที่สะสมมาหลายปีค่อยๆทะลักออกมา
คงจะเป็นพวกความรู้สึกที่ตัวเองไม่เคยสนใจไม่เคยแคร์ แค่เก็บมันไว้ลึกๆ หรือแค่แปรปรวนไปตามปกติหรืออาการต่อต้านของวัยรุ่น
ในที่สุดระยะหลังก็เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้กับ "การถูกกันออกมา"
เคยมีพักเที่ยงวันนึงที่เราเกิดอยากกินเค้กขึ้นมาในรอบหลายปี แล้วก็ทำให้กินเสร็จเป็นคนสุดท้าย
มีเพื่อนคนนึงพูดขึ้นมาว่า ' ไม่มีใครรอหรอก '
รู้มั้ยว่านั่นเป็นประโยคนึงที่เรียกได้ว่า "กันเราออกมา"
ตอนม.ต้น เวลากินข้าวกลางวัน คนอื่นก็รอแล้วขึ้นห้องพร้อมกัน แต่เพื่อนไม่มีใครรอเรา ต่างกับม.ปลายเดี๋ยวนี้
...หรือเพราะเดี๋ยวนี้เรากินเสร็จก่อนประจำจึงไม่มีโอกาสให้ใครรอเรา
เวลาไปเดินห้างซื้อของ "มองในแง่ดี" เรียกก็หลายครั้ง ถ้า "มองในแง่ร้าย" ก็เรียกว่าทุกครั้ง
พวกเขาจะคุยกัน 2 คนจนเราแทรกไม่ได้ ด้วยเรื่องที่เราไม่รู้เรื่อง เรื่องที่เขาไม่อยากให้รู้ หรือการคุยโดยที่เรารู้สึกว่าแทรกเข้าไปไม่ได้
บางทีถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะโพล่งหรือแทรกเข้าไปเลยก็ได้ แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้เพราะคิดต่างๆนานา
ไม่รู้เจตนาหรือไม่ที่พูดแต่เรื่องที่เราไม่เข้าใจ เดิน 3 คนก็คุยกัน 2 คนชวนคุยกันอยู่แค่นั้น
...แต่ก็นะ เราเป็นพวกคุยไม่เก่งนี่นา...ข้อเสียก็เยอะแยะ แถมไม่ค่อยจะรู้ตัว
...ที่พอจะนึกออกก็คือ ชอบเงียบ คิดมากหน้านิ่ง คิดเองเออเองในแง่ร้าย เล่นมุกกันก็ไม่รู้คิดว่าจริงจังตลอด
คิดๆดู ที่เราไปเดินห้างก็เพียงแค่อยากได้อยู่ใกล้กับเขาเฉยๆล่ะมั้ง แต่มันก็อาจเป็นบ่อไร้ก้นอีกบ่อที่แค่อยู่ใกล้แล้วแต่ยังไม่พอ
...เสียเวลาเปล่าหรือเปล่านะ ที่ต้องไปทรมานตัวเองอยู่อย่างนี้เรื่อยๆแลกความสุขเพียงเสี้ยวจากเวลาที่ทุกข์
ควรจะ "ก้าวต่อไป" อย่างเดิมหรือ "ถอยออกมา" ดี
จะ "ถูกกันออกมา" ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือ "ออกมาด้วยตนเอง"
...ไม่ว่าทางไหนก็ทรมานไม่ต่างกัน
ไม่เคยได้รู้ถึงความเป็นไป ก็แค่มีชีวิตไปวันๆเท่านั้นล่ะมั้ง ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้ชักจะเบื่อหน่ายแต่ละวันขึ้นไปเรื่อยๆ
...จะเหลือก็เพียงไม่กี่อย่างที่ทำให้เรามีความสุขได้
อ่านมาถึงขนาดนี้คงคิดว่าเราอ่านการ์ตูนมากไป...แต่ก็จริงล่ะนะ
เรื่องพรรค์นี้มันก็แค่เรื่องจิ๊บจ๊อย พร่ำบอกคนอื่นว่าตัวเองเจ็บปวดทั้งๆที่มันอาจเป็นแค่เหมือนเสี้ยนตำสำหรับหลายๆคน
ตัวจริงของ "ความเหงา" ของเราอาจแค่ต้องการอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ อยากเป็นที่รัก เห็นแก่ตัว บ่อที่เติมไม่เต็มที่อาจมีคนที่รักเราแล้วแต่ทิ้งมันไปเพื่อสิ่งที่ตนอยากให้รัก
สิ่งที่ตัวเองมี ยังไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่า "ความรัก" ได้มั้ย ไม่รู้เลยว่ามันจะเรียกได้หรือเปล่าตั้งแต่จำความมา
แต่ก็มีครั้งนึงที่เกลียด "ความเหงา" ของตัวเองมากที่สุด เกลียดที่ "ตัวเองเป็นคนแบบนี้" มากที่สุดตั้งแต่เกิดมา
...คิดเองเออเองจนเจ็บปวด ท้ายที่สุดรู้ความจริงยิ่งปวดร้าว
...น้ำตาที่มันชอบไหลเวลาดูการ์ตูน ภาพยนตร์หรือ่านอหนังสือที่มันน่าเศร้าหรือประทับใจ กลับไม่ยอมไหลออกมาในเวลาที่ตัวเองเสียใจมากที่สุด
...น้ำตาในโลกแห่งความเป็นจริงมันแห้งไปแล้วหรือไงกันนะ ?
ต้องขอโทษท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ด้วยหากไม่เข้าใจหรือรู้สึกคิดผิดที่อ่านมา
แต่หากไม่ได้ระบายสิ่งที่อยู่ใต้หน้ากากออกมาบ้าง...ซักวันมันคงจะแตกเป็นเสี่ยงๆในที่สุด
